แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มโคนม

อุตสาหกรรมนมทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้านพร้อมกัน นั่นคือการตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เนื่องจากฟาร์มโคนมเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่สำคัญ โดยเฉพาะก๊าซมีเทน (CH4) จากกระบวนการย่อยอาหารของวัว และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) จากการจัดการมูลสัตว์และการใช้ปุ๋ยสำหรับอุตสาหกรรมนมแล้ว การลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันมีนวัตกรรมที่นำมาใช้ได้จริงเกิดขึ้นมากมายสำหรับฟาร์มโคนม
ลดก๊าซมีเทน (CH4): ปรับกลยุทธ์ด้านอาหารและการย่อยอาหาร
ก๊าซมีเทนมีอานุภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า (ในระยะเวลา 100 ปี) และถือเป็นก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุดในฟาร์มโคนม กุญแจสำคัญในการลดก๊าซนี้อยู่ที่ "อาหารวัว"
- สารเสริมในอาหารสัตว์: กลยุทธ์ที่น่าจับตามองที่สุดคือการใช้สารเสริมเพื่อยับยั้งจุลินทรีย์ที่สร้างก๊าซมีเทนในกระเพาะรูเมนของวัว เช่น สาหร่ายทะเล (โดยเฉพาะสายพันธุ์ Asparagopsis taxiformis) ซึ่งจากการทดสอบสามารถลดก๊าซมีเทนได้สูงสุดถึง 80% รวมถึงสารประกอบอื่นๆ อย่าง 3-NOP ที่ให้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมเช่นกัน
- การจัดการโภชนาการ (Precision Nutrition): การปรับปรุงคุณภาพอาหารให้ย่อยง่ายขึ้นช่วยให้วัวดึงพลังงานไปใช้ได้สูงสุดโดยเหลือของเสียน้อยลง การปรับสมดุลระหว่างไขมัน ไฟเบอร์ และแป้งอย่างแม่นยำ ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนต่อปริมาณน้ำนมเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหาร (Feed Efficiency) ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้อีกด้วย
การจัดการมูลสัตว์และสุขภาพดิน: ลด N2O และ CH4
การจัดการมูลสัตว์และการใส่ปุ๋ยคือที่มาหลักของก๊าซไนตรัสออกไซด์ ($N_2O$) และมีเทน ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเพื่อเปลี่ยน "ของเสีย" ให้เป็น "ทรัพยากร
- ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ (Anaerobic Digesters): ระบบนี้จะเก็บกักมูลสัตว์ในถังปิดสนิทเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย กระบวนการนี้จะจับก๊าซมีเทน (Biogas) ที่ปกติจะระเหยสูชั้นบรรยากาศ นำมาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนภายในฟาร์มหรือขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งถือเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับฟาร์มขนาดใหญ่
- การใส่ปุ๋ยแบบปล่อยมลพิษต่ำ: การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยด้วยวิธีการฉีดพ่นที่แม่นยำหรือการฉีดลงใต้ดินโดยตรง แทนการฉีดพ่นบนหน้าดิน จะช่วยลดการสูญเสียไนโตรเจนที่จะกลายเป็นก๊าซ N2O ได้อย่างมหาศาล- การปลูกพืชคลุมดินและการไม่ไถพรวน: การเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ช่วยให้ดินมีสุขภาพดี ดินที่สมบูรณ์จะกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าและใช้ไนโตรเจนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยเคมีและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เส้นทางสู่อนาคต: การจัดการข้อมูลและการสร้างแรงจูงใจ
การก้าวสู่ฟาร์มโคนมคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการลงทุนและความมุ่งมั่นอย่างสูง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสู่ความสำเร็จดังนี้
- การวัดผล (Measurement): เกษตรกรจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัยและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามการปล่อยก๊าซในระดับฟาร์มอย่างแม่นยำ เพราะสิ่งที่ไม่สามารถวัดผลได้ ย่อมไม่สามารถจัดการได้
- แรงจูงใจ (Incentives): ผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก และภาครัฐ ควรมีกลไกสนับสนุนด้านการเงิน เช่น การตั้งราคาน้ำนมพรีเมียมหรือเงินอุดหนุน สำหรับเกษตรกรที่นำเทคโนโลยีลดมลพิษที่มีต้นทุนสูงมาใช้
การให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและการจัดการเหล่านี้ จะทำให้อุตสาหกรรมนมไม่เพียงแต่บรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศ แต่ยังสามารถผลิตน้ำนมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยั่งยืนมากขึ้น และดีต่อโลกของเราอย่างแท้จริง
แหล่งที่มา:
https://decode6.org/articles/where-do-greenhouse-gases-come-from-on-dairy-farms/
https://www.epa.gov/agstar/how-does-anaerobic-digestion-work
https://www.csuchico.edu/regenerativeagriculture/ra101-section/cover-crop-biomass.shtml
https://www.nrcs.usda.gov/conservation-basics/natural-resource-concerns/soil/soil-health
https://lpelc.org/sustainability-of-the-dairy-industry-in-the-united-states/

